ต้อหิน “ภัยเงียบที่อาจทำให้ตาบอด” คืออะไร อันตรายไหม รักษายังไง  

Cal Oxyfuels  > Business >  ต้อหิน “ภัยเงียบที่อาจทำให้ตาบอด” คืออะไร อันตรายไหม รักษายังไง  
| | 0 Comments
ต้อหิน

ต้อหิน (Glaucoma) เป็นหนึ่งในโรคทางตาที่ส่งผลให้เกิดความเสียหายต่อเส้นประสาทตา ซึ่งหากไม่ได้รับการรักษาอย่างทันท่วงทีอาจนำไปสู่การสูญเสียการมองเห็นถาวรได้ ต้อหินเป็นโรคที่พบได้บ่อยในผู้สูงอายุ และมักไม่แสดงอาการชัดเจนในระยะแรก จึงถูกขนานนามว่าเป็น “ภัยเงียบ” ของดวงตา เพราะอาจทำให้ผู้ป่วยสูญเสียการมองเห็นโดยไม่ทันรู้ตัว 

ต้อหิน คืออะไร? 

ต้อหินคือภาวะที่เกิดจากความดันภายในลูกตาสูงขึ้น ส่งผลให้เส้นประสาทตาถูกทำลาย ซึ่งเส้นประสาทตาเป็นส่วนที่สำคัญที่สุดในกระบวนการมองเห็น เนื่องจากทำหน้าที่ส่งสัญญาณจากดวงตาไปยังสมอง การเพิ่มขึ้นของความดันในตาส่วนใหญ่มาจากการสะสมของของเหลวที่เรียกว่า “น้ำหล่อเลี้ยงลูกตา” (Aqueous Humor) ซึ่งผลิตขึ้นอย่างต่อเนื่องในลูกตา และควรจะถูกระบายออกทางท่อระบายของเหลว แต่ในผู้ป่วยที่เป็นต้อหิน ท่อระบายน้ำหล่อเลี้ยงลูกตาอาจอุดตันหรือทำงานผิดปกติ ทำให้ของเหลวสะสมและเพิ่มความดันในตาขึ้น 

ประเภทของ ต้อหิน 

ต้อหิน สามารถแบ่งออกเป็นหลายประเภท แต่ที่พบบ่อยที่สุดคือ 

  1. ต้อหินชนิดมุมเปิด (Open-Angle Glaucoma) 

เป็นต้อหินชนิดที่พบมากที่สุด โดยในระยะแรกผู้ป่วยมักจะไม่มีอาการหรือความรู้สึกเจ็บปวด แต่ความดันตาจะเพิ่มขึ้นอย่างช้าๆ และเส้นประสาทตาจะถูกทำลายอย่างต่อเนื่อง ส่งผลให้การมองเห็นลดลงอย่างช้า ๆ โดยเริ่มจากขอบเขตการมองเห็นด้านข้าง (Peripheral Vision) หากไม่ได้รับการรักษา ต้อหินชนิดนี้อาจทำให้สูญเสียการมองเห็นทั้งหมดได้ 

  1. ต้อหินชนิดมุมปิด (Angle-Closure Glaucoma) 

ต้อหินชนิดนี้เกิดจากมุมของตาที่ใช้ในการระบายน้ำหล่อเลี้ยงลูกตาถูกปิดกั้นอย่างฉับพลัน ทำให้ความดันในตาเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว ผู้ป่วยจะมีอาการปวดตาอย่างรุนแรง มองเห็นภาพเบลอ และอาจมีอาการคลื่นไส้หรืออาเจียน ต้อหินชนิดนี้ถือเป็นภาวะฉุกเฉินทางการแพทย์ที่ต้องได้รับการรักษาอย่างเร่งด่วน 

  1. ต้อหินชนิดความดันปกติ (Normal-Tension Glaucoma) 

แม้ความดันในตาจะอยู่ในระดับปกติ แต่เส้นประสาทตายังคงถูกทำลายอย่างช้า ๆ ผู้ป่วยที่มีปัจจัยเสี่ยงสูง เช่น มีประวัติครอบครัวที่เป็นต้อหิน หรือมีโรคเกี่ยวกับหลอดเลือด อาจเสี่ยงต่อการเป็นต้อหินชนิดนี้ 

อาการของต้อหิน 

อาการของต้อหินอาจแตกต่างกันไปขึ้นอยู่กับชนิดและความรุนแรงของโรค แต่โดยทั่วไปแล้วอาการที่พบได้บ่อย ได้แก่ 

  • การมองเห็นที่ลดลงอย่างช้า ๆ โดยเฉพาะการมองเห็นด้านข้าง 
  • ตาพร่ามัว เห็นแสงรอบ ๆ วัตถุในที่มีแสงจ้า 
  • ปวดตา หรือรู้สึกเจ็บในลูกตา 
  • ปวดศีรษะ และคลื่นไส้ 
  • มองเห็นภาพเบลออย่างฉับพลัน (ในกรณีต้อหินชนิดมุมปิด) 

สำหรับต้อหินชนิดมุมเปิด ผู้ป่วยอาจไม่สังเกตเห็นอาการในระยะแรก จนกว่าการมองเห็นจะเริ่มลดลงมากแล้ว นี่คือเหตุผลที่การตรวจตาเป็นประจำมีความสำคัญอย่างยิ่ง โดยเฉพาะในกลุ่มผู้ที่มีความเสี่ยงสูง เช่น ผู้สูงอายุ หรือผู้ที่มีประวัติครอบครัวเป็นต้อหิน 

การรักษาต้อหิน 

แม้ว่าในปัจจุบันต้อหินจะยังไม่สามารถรักษาให้หายขาดได้ แต่การรักษาที่เหมาะสมสามารถช่วยชะลอความเสื่อมของเส้นประสาทตาและป้องกันการสูญเสียการมองเห็นเพิ่มเติม การรักษาต้อหินประกอบด้วยหลายวิธี ได้แก่  

  1. ยาหยอดตา 

ยาหยอดตาที่ลดความดันตาเป็นวิธีรักษาเบื้องต้นที่มีประสิทธิภาพ โดยยาหยอดตาจะช่วยลดการผลิตน้ำหล่อเลี้ยงลูกตาหรือเพิ่มการระบายน้ำออกจากตา 

  1. การรักษาด้วยเลเซอร์ 

การรักษาด้วยเลเซอร์สามารถช่วยเปิดมุมระบายน้ำในตาให้ดีขึ้นในกรณีที่ผู้ป่วยไม่ตอบสนองต่อการรักษาด้วยยาหยอดตา 

  1. การผ่าตัด 

ในกรณีที่การรักษาด้วยยาและเลเซอร์ไม่ได้ผล การผ่าตัดอาจเป็นทางเลือกสุดท้ายเพื่อสร้างทางระบายน้ำใหม่ในตาและลดความดันในลูกตา 

ต้อหิน เป็นโรคที่อาจทำให้สูญเสียการมองเห็นถาวรหากไม่ได้รับการรักษาอย่างเหมาะสม การตรวจพบโรคในระยะแรกและการรักษาที่ถูกต้องสามารถช่วยชะลอความเสื่อมของเส้นประสาทตาได้ ดังนั้นการตรวจตาอย่างสม่ำเสมอและการดูแลสุขภาพตาอย่างเหมาะสมจึงเป็นสิ่งสำคัญ